เส้นทางท่องเที่ยว ::เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (ย้อนร้อยอดีตแห่งความศรัทธา)
1. อนุสาวรีย์พญามังราย
ตำบลหนองสี่แจ่ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
พญามังราย กษัตริย์องค์ที่ 25 แห่งราชวงศ์ลวะจักราช และทรงเป็นปฐมวงศ์กษัตริย์ราชวงศ์มังราย เป็นราชโอรสของพระเจ้าลาวเม็งแห่งราชวงศ์ลวจักราชผู้ครองเมืองหิรัญนครเงินยาง กับพระนางอั้วมิ่งจอมเมืองหรือพระนางเทพคำขยาย ราชธิดาของท้าวรุ่งแก่นชายเจ้าเมืองเชียงรุ้ง (มูลนิธิพ่อขุนมังรายมหาราช, 2538: 1) ต่อมาในปี พ.ศ. 1802 พญามังราย ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติที่เมืองหิรัญนครเงินยาง การสร้างอาณาจักรในช่วงแรกของพระองค์ ทรงรวบรวมเมืองเล็กเมืองน้อยที่อยู่รอบเมืองเงินยาง ภายหลังใน พ.ศ. 1805 ทรงเสด็จลงมาสร้างเมืองใหม่ ทางทิศใต้ห่างจากเมืองเงินยาง ราว 20 กิโลเมตรเมตร ทรงเลือกเวียงไชยนารายณ์ เพื่อสร้างเป็นเวียงใหม่ เรียก เมืองเชียงราย เมืองเชียงรายจึงถือเป็นเมืองแรกในการรวบรวมเมืองสำคัญและสร้างความเป็นปึกแผ่น ให้กับอาณาจักรในยุคต่อมา จังหวัดเชียงราย จึงได้กำหนดให้วันที่ 26 มกราคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันก่อตั้งเมืองเชียงราย เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพญามังราย และได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสักการะดวงวิญญาณ พญามังรายมหาราช ณ วัดดอยงำเมือง (วัดงามเมือง) ซึ่งชาวเชียงรายเชื่อว่าเป็นที่บรรจุอัฐิของพญามังรายปรากฏหลักฐาน จากเอกสารกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เมื่อปี พ.ศ.2478 (ราชกิจจานุเบกษา, 8 มีนาคม 2478) ซึ่งได้ระบุความสำคัญว่าเป็นปูชนียสถาน พระยาไชยสงครามราชโอรสพญามังราย ได้นำพระอัฐิหลังถวายพระเพลิงพระศพพระราชบิดาแล้วได้เสด็จกลับมาครองเมืองเชียงรายมาบรรจุภายในสถูปภายในวัด ส่วนหลักฐานที่เขียนถึงการที่พญาไชยสงคราม (ขุนคราม) ราชโอรส นำพระอัฐิพญามังรายมาบรรจุภายในสถูปบนดอยยังไม่มีหลักฐานปรากฎที่แน่ชัด โดยในงานมีกิจกรรมทางศาสนพิธีแบบล้านนา ซึ่งประกอบไปด้วย พิธีสักการะบูชาพระสถูป การสืบชะตาเมือง การทำบุญเมือง และการจัดกิจกรรมสมโภชเมือง เพื่อถวายแด่องค์พ่อขุนมังรายแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที และความเคารพต่อดวงพระวิญญาณของพระองค์ท่าน และเพื่อความร่มเย็นและความเป็นสิริมงคลของเมืองเชียงรายอีกด้วย จุดเริ่มต้นของการจัดงานวันพ่อขุนมังรายมหาราช เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2527 ในช่วงที่ นายมนตรี ตระหง่าน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย วัตถุประสงค์การจัดทำเหรียญที่ระลึก และ จัดกิจกรรมการออกร้านภายในสนามกีฬากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อนำรายได้สมทบทุนจัดการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ระหว่าง 20-26 มกราคม พ.ศ. 2528 (มูลนิธิพ่อขุนมังรายมหาราช, 2538: 38) และยังมีการจัดสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบันโดยจะจัดขึ้นในวันที่ 26 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ เป็นประจำทุกปี
2. วัดกลางเวียงตำบลเวียง อำเภอเมือ จังหวัดเชียงราย
วัดกลางเวียง ตั้งอยู่ใจกลางเวียงเชียงรายเดิมชื่อวัดจั๋นต๊ะโลก หรือวัดจันทน์โลก มูลเหตุที่ชื่อว่าวัดจั๋นต๊ะโลก ปรากฏจากเอกสารจดหมายเหตุเมืองเชียงราย ที่บันทึกโดยครูบาปัญญาลังกา วัดศรีบุญเรือง ว่า เนื่องจากในอดีตมีต้นไม่จันทน์แดง ซึ่งเป็นไม้ที่มีค่า เพราะมีกลิ่นหอมและใช้ทำยาได้ จึงตั้งชื่อวัดตามสถานที่ต้นไม้ตั้งอยู่ว่า “วัดจั๋นต๊ะโลก” ภายหลังเมื่อล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของ และเกิดการฟื้นม่านส่งผลให้เชียงรายกลายเป็นเมืองร้างอยู่ช่วงหนึ่ง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2386 ในรัชสมัยพระยาพุทธวงษ์ (พ.ศ.2369-2389)เจ้าหลวงองค์ที่ 4 แห่งเมืองเชียงใหม่ จึงทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ฟื้นเมืองเชียงราย ในปี พ.ศ.2386 ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เจ้าธรรมลังกา(เจ้าหลวงเชียงรายองค์ที่ 1) (พ.ศ.2386 – พ.ศ.2407 /21 ปี ) เจ้านายเชื้อสายเจ้าเจ็ดตน เป็นเจ้าหลวงเมืองเชียงราย ในปี พ.ศ.2400 ในช่วงปลายรัชสมัยเจ้าธรรมลังกา(เจ้าหลวงเชียงรายองค์ที่ 1)ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการบูรณะวัดจันทน์โลก หรือจั๋นตะโลก มีการรางวัดจากสี่มุมเมืองพบว่าตำแหน่งของวัดจั๋นตะโล๋ก ตั้งอยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของเมือง จึงได้มีการทำพิธี “จำหมายสะดือเวียง” (การตั้งสะดือเวียงเชียงราย) เพื่อเป็นศูนย์รวมใจของชาวเมืองเชียงราย รูปแบบของสะดือเมืองเชียงราย เป็นรูปทรงสถูปเส้นผ้าศูนย์กลาง 6 ศอก (3 เมตร) สูง 8 ศอก(4เมตร) รูปทรงเหมือนฟักแก้ว(ฟักทอง) มียอดสูงขึ้นไป มีการสร้างมณฑปครอบอีกชั้นหนึ่ง มีการจัดประเพณีสืบทอดพิธี ในในแรม 13 ค่ำ เดือน 8 เหนือ ถึงช่วง วันออก 4 ค่ำเดือน 9 เหนือ ซึ่งนำรูปแบบประเพณีอินทขิลจากเมืองเชียงใหม่ มาเป็นแบบอย่าง รูปแบบประเพณี คณะศรัทธาวัด นำตระกล้าขนาดใหญ่รอรับบริจาคข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อสังเวย มีการขึงด้ายสายสิญจน์รอบเมืองตามแนวกำแพงเมือง ถือเป็นการสืบชะตาเมืองด้วยมีการบูชาโชคลาภด้วยการ “ปู่จาเทียน” ที่สะดือเวียง มีการบรรเลงเพลงบูชา ด้วยวงดนตรีปี่พาทย์ มีการฮ่ำสะดือเวียง และการฟ้อนรำถวาย ฟ้อนหอก ฟ้อนดาบ และมีการฟ้อนผีเพื่อเป็นการบูชา มีการฟ้อนมดผีเมง ฟ้อนผีเจ้านาย ในงานพิธี (สถาบันราชภัฏเชียงราย,2543: น.113) คณะศรัทธาที่สำคัญของวัดกลางเวียงในยุคแรกเป็นกลุ่มชาวไทเขิน ที่อพยพเข้ามาในยุคฟื้นม่านของเมืองเชียงราย ดังปรากฏหลักฐานจากพระรูปประธานภายในวิหารก่อนการบูรณะในสมัยสมัยหลังที่มีรูปแบบศิลปะแบบชาวไทเขิน ภายหลังในปีพ.ศ. 2446 เกิดวาตภัยส่งผลให้ต้นจันทร์ภายในวัดโค่น ส่งผลให้ทับหลังค่วิหารและกุฎิวัด โดยการค้นในครั้งนั้นเจ้านายเชียงรายได้เลื่อยไม้จันทร์เป็นสองท่อน โดยท่อนที่เป็นส่วนปลายส่งไปถวายเจ้านายเมืองเชียงใหม่ ส่วนท่อนที่เป็นโคนต้นเก็บไว้ที่เชียงรายโดยเก็บรักษาไว้บริเวณฐานชุกชีภายในวิหาร ซึ่งมีคำพูดที่กล่าวกันสืบมาว่า “เค้าอยู่เชียงราย ปลายอยู่เชียงใหม่” ส่งผลให้การเรียกชื่อวัดจากวัดจันทน์โลกกลางเวียง ถูกเรียกสั้นลงว่า “วัดกลางเวียง” จนถึงปัจจุบัน จนกระทั่ง ในปี พ.ศ.2469 สมัยครูบาสุตาลังการ อภิวังโส มีการรื้อสะดือเวียง เนื่องจากมีสภาพที่ทรุดโทรม หลังจากนั้นใน ปีพ.ศ.2535 ในสมัยพระครูศาสนากิจโกศล เจ้าอาวาสวัดกลางเวียงร่วมกันคณะศรัทธาวัดได้ร่วมกันสร้างหลักเมืองเชียงรายขึ้นมาใหม่และสร้างมณฑปครอบไว้ ในบริเวณตำแหน่งเดิมที่เคยเป็นที่ตั้งของสะดือเมืองเชียงราย จนกระทั่งในปี ในปี พ.ศ.2565 วัดและชุมชนเกิดการสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูประเพณีใส่ขันดอก ซึ่งเป็นผลผลิตจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ส่งผลให้เกิดการฟื้นฟูจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยอาศัยศึกษาองค์ความรู้เป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูประเพณี โดยมีวัดกลางเวียง เป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้คนในเมืองเข้ามาทำงานร่วมกัน ได้แก่ วัดกลางเวียง ชุมชนเกาะลอย ชุมชนเทิดพระเกียรติ ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียหลัก (Key Stakeholders) สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการผู้มีหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุนงานทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม หน่วยงานการท่องเที่ยว กลุ่มศิลปินท้องถิ่น นักออกแบบ เพื่อขับเคลื่อนให้เทศกาลเดือนแปดเข้าเดือนเก้าออก ใส่ขันดอกสะดือเมืองเชียงราย เป็นงานประเพณีที่ส่งเสริมเส่นห์ให้กับเมืองเก่าเชียงราย เกิดกิจกรรมใหม่ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาร่วมกิจกรรมในเมืองเก่าเชียงรายมากขึ้น เกิดการใช้สอยเกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากกิจกรรมทางวัฒนธรรม ผลจากการฟื้นฟูงานประเพณีช่วยผลักดันให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ทางใหม่ของย่านเมืองเก่าเชียงราย โดยได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมเชิดชูภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ การฝึกถ่ายทอดองค์ความรู้จากครูภูมิปัญญา สู่เยาวชนรุ่นใหม่ โดยมีการกำหนดจัดในช่วงของการจัดงานประเพณีเป็นประจำทุกปี เกิดการสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถนำองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการงานประเพณี ไปถ่ายทอดให้กับชุมชนอื่นๆในเขตเมืองเก่าเชียงราย ในฐานะพี่เลี้ยง ได้แก่ การนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้กับชุมชนวัดพระแก้ว ในการจัดงานประเพณีอัญเชิญพระหยกเชียงราย การใส่ขันดอกบูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (นครินทร์ น้ำใจดี และคณะ,2567) คติการบูชา หลักการบูชาเสาสะดือเมืองเชียงราย ประเพณีการใส่ขันดอกวัดกลางเวียง จัดในช่วงเดือนเก้าของชาวล้านนา หรือในราวเดือน พฤษภาคม ของทุกปี สิ่งที่ต้องเตรียมไปสำหรับการบูชา ประกอบด้วย กรวยดอกไม้ และใบพื้นเมือง จำนวน 38 กรวยดอกไม้ เพื่อบูชาเสาสะดือเมืองถือเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองเชียงราย เป็นที่สถิตย์อยู่ของเทวดารักษาเมือง ตลอดจนการบูชาขวัญเมือง ชาวล้านนามีความเชื่อว่าเมืองมีชีวิต มีขวัญเช่นกับมนุษย์ การบูชาทำให้เกิดศิริมงคลแก่บ้านเมือง ฝนตกตามฤดูกาลพืชผลทางการเกษตรอุดมสมบูรณ์ คณะกรรมการผู้จัดงานมีแนวทางร่วมกันในการรณรงค์ให้ใช้ดอกไม้ และใบไม้พื้นเมือง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ดอกไม้พื้นบ้าน โดยทางวัดจุดบริการเพื่อบูชากรวยดอกไม้ หากไม่สะดวกเตรียมมาด้วยตนเองโดยเงินจากการจำหน่ายนำไปสู่การสะสมเป็นกองทุนเพื่อจัดงานในปีถัดไป นอกจากการมาสักการะในช่วงการจัดงานแล้ว สามารถมาบูชาได้ทุกวัน โดยอยู่ในระหว่างการพัฒนาชุดสักการะเพื่อการบูชาสนองต่อการท่องเที่ยว ประกอบด้วย กรวยดอกไม้บูชา ผ้าผูกเสาสะดือเมือง เทียนบูชาสะเดาะห์เคราะห์ และได้พระพิมพ์จากดอกไม้กลับไปบูชาที่บ้านเพื่อเป็นสิริมงคล โดยพระพิมพ์เกิดจากกระบวนการลดขยะให้เหลือศูนย์ คือ แยกขยะจากเศษดอกไม้ ใบไม้ วัสดุธรรมชาติ ที่คนนำมาบูชาจำนวนมากจากงานเทศกาลใส่ขันดอก มาตากให้แห้งและนำมาป่นเป็นผง ภายหลังจากการจัดงานประเพณีการนำมาพิมพ์เป็นพระพิมพ์เพื่อการบูชา ถือเป็นการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร
3. วัดพระสิงห์ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
วัดพระสิงห์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครเชียงราย ถนนสิงหไคล ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย วัดพระสิงห์เป็นวัดเก่าแก่ ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างที่ชัดเจน สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่ “เจ้ามหาพรหม” ครองเมืองเชียงราย ในระหว่างปี พ.ศ.1888-พ.ศ.1942 ทั้งเป็นวัดสำคัญที่ประดิษฐาน พระพุทธสิหิงค์ หรือพระสิงห์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญของเมืองเชียงราย ภายหลังเมื่อล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าถึง 417 ปี ภายหลังการฟื้นม่านได้สำเร็จแล้วเชียงรายกลายเป็นเมืองร้างถึง 39 ปี ในช่วงนี้วัดพระสิงห์เป็นวัดหนึ่งที่สำคัญในยุคแรกของการฟื้นเวียงเชียงราย และถูกใช้เป็นสถานที่ในการเป็นจุดพักของขบวนเสด็จของเจ้านายเมืองเชียงใหม่และกลุ่มชาวไทเขินและไทใหญ่ ที่ขึ้นมาฟื้นเมืองเชียงราย ในปี พ.ศ.2386 (นครินทร์ น้ำใจดี, 2565) ช่วงพิธีสำคัญที่ควรไปไหว้พระสิงห์เชียงราย คือในช่วงการจัด“พิธีถวายเครื่องเลี้ยงเทวดาอารักษ์พระสิงห์เจียงฮาย” จัดขึ้นภายในพระวิหารแก้ว (หอพระสิงห์) วัดพระสิงห์ พระอารามหลวง ถนนสิงหไคร ตำบลเวียง ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เครื่องถวายเลี้ยงเทวดาอารักษ์พระสิงห์ สำคัญสามารถนำมาถวาย เกิดมงคล ได้แก่ บายศรีนมแมว บายศรีปากชาม เครื่องสักการะทั้ง 5 ได้แก่ หมากซุ่ม หมากเบ็ง ต้นดอก ต้นเทียน และต้นผึ้ง อาหารพื้นเมือง ขนมหวานที่มีชื่อมงคล เครื่องกระยาบวช คือ อาหารที่ไม่ใช่ของสดคาว เครื่องกระยาบวช 1 สำรับ ประกอบด้วย ขนมและผลไม้หลากหลายชนิด เช่น ฟักทองแกงบวด กล้วยบวดชี บัวลอย สาคูกะทิ เป็นต้น ส่วนผลไม้ที่ใช้เป็นเครื่องกระยาบวช เช่น มะพร้าวอ่อน กล้วยน้ำไทยหรือกล้วยน้ำว้า อ้อยควั่น ส้มโอหรือส้มเขียวหวาน และผลไม้ที่มีชื่อเป็นมงคล (นครินทร์ น้ำใจดี และคณะ,2564)
4. บ้านแห่งความทรงจำ โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊คตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
บ้านแห่งความทรงจำเดิมเป็นบ้านพักแพทย์หลังแรกเป็นบ้านพักของ ศจ.นายแพทย์วิลเลี่ยม เอ บริกส์ (William A. Briggs) ท่านเป็นผู้ก่อสร้างเมื่อปี คศ.1905 โดยนายแพทย์บริกส์ ได้เลือกที่ดินที่ริมฝั่งแม่น้ำกก เพราะมีทิวทัศน์ของภูเขาที่สวยงาม พื้นที่ของเชียงรายเป็นพื้นที่ราบกว้าง และมีที่ดินที่ยังไม่มีเจ้าของอย่างมากมาย ท่านได้เริ่มสร้างบ้านหลังใหญ่ด้วยไม้สักหลังคามุงด้วยหญ้าแฝก และสร้างห้องมืดสำหรับล้างฟิล์มไว้ใต้ถุนบ้าน จากนั้นได้มีการวางแผนให้เปลี่ยนแปลงบ้านจากไม้สัก มาเป็นการก่ออิฐถือปูน และมีหลังคาเป็นกระเบื้อง โดยได้ออกแบบเอาไว้เพื่อให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและตัวบ้านมาเป็นแบบในปัจจุบัน แต่ยังไม่ได้สร้างสำเร็จในทันทีและต่อมาจึงได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการท่านอื่นๆเป็นผู้ปรับปรุง และได้มีการก่อสร้างสำเร็จในสมัยของนายแพทย์ วิลเลียม เอช บีช ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ท่านที่3ในปีค.ศ.1925-1941 บ้านแห่งความทรงจำโอเวอร์บรุ๊ค ถือเป็นบ้านประวัติศาสตร์อายุกว่า120ปี เป็นบ้านพักแพทย์ที่มีสถาปัตยกรรมตะวันตกจากประเทศสหรัฐอเมริกา ลักษณะเป็นอาคารสูง4ชั้น(รวมห้องใต้หลังคาและชั้นใต้ดิน) มี5ห้องนอน 1 ห้องครัว 1ห้องโถงใหญ่ มีระเบียงกว้างทั้งสองด้านของตัวบ้าน มีห้องใต้หลังคาและห้องใต้ดินซึ่งใช้เป็นห้องล้างฟิล์มและหลบภัยจากกบฎเงี้ยว ปัจจุบันได้ปรับปรุงและต่อเติมให้สะดวกต่อการใช้งาน เป็นแหล่งเรียนรู้ใหม่ของนักท่องเที่ยวและชาวเชียงราย ระเบียงฝั่งหนึ่งต่อเติมเป็นร้านกาแฟที่สร้างรายได้เพื่อใช้ในการดูแลรักษาบ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้บ้านแห่งความทรงจำ ในสมัยเป็นบ้านพักแพทย์ เคยได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นจากสถาปนิกสยาม และเป็นหนึ่งใน12 อาคารอนุรักษ์ของภาคเหนือ ที่โดดเด่นในเรื่องสถาปัตยกรรม ตามแบบที่มิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนนำเข้ามาพร้อมกับการเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโปเตสแตนท์ ในเมืองเชียงรายและดินแดนล้านนา ส่วนสถาปัตยกรรมและการออกแบบโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊คนั้น ก็เป็นผลงานของนายแพทย์วิลเลี่ยม เอ.บริกส์ ด้วยเช่นกัน ซึ่งต่อมาในวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2537 (ค.ศ.1994) โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค ได้รับรางวัลพระราชทาน “อาคารอนุรักษ์ดีเด่นประจำปี 2537” จากสมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ถือเป็นความภาคภูมิใจแก่ทุกคนในโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค เป็นอย่างสูง
5. วัดพระแก้วตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
วัดพระแก้ว ตั้งอยู่ถนนไตรรัตน์ ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ใกล้กับศาลากลางจังหวัด (หลังที่2) เป็นวัดเก่าแก่สร้างในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน เดิมชื่อวัด “ยรุกขวนาราม” หรือ “วัดป่าเยี๊ยะ” ตามชื่อของไม้ไผ่ชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายไผ่สีสุก เรียกในท้องถิ่นว่า “ไม้เยี๊ยะ” จนกระทั่งในรัชสมัยพญาแสนเมืองมา เกิดปัญหาการเมืองภายในราชวงศ์มีการแย่งชิงอำนาจระหว่างเจ้านายเชื้อพระวงศ์ซึ่งครองเมืองเชียงราย โดยท้าวมหาพรหมก่อกบฎ ซึ่งไม่สำเร็จจนกระทั่งในสมัยพญาสามฝั่งแกน (พ.ศ.1954-1984) มีการก่อกบฎขึ้นอีกครั้งโดยท้าวยี่กุมกามพระเชษฐา ซึ่งผลของการแย่งชิงอำนาจเจ้านายเชียงรายแพ้และหนีไปพึ่งเจ้าเมืองสุโขทัย ส่งผลให้พญาสามฝั่งแกน ส่งโอรสไปครองเมืองเชียงราย (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2561 : 156 -158) คือท้าวเจ็ดเหตุการณ์สำคัญในยุคนี้ในปี พ.ศ.1979 เมืองเชียงรายเกิดอสุนีบาตฟาดใส่พระเจดีย์ที่วัดป่าญะ จนพังทลายลงมาพบพระพุทธรูปปูนปั้นชาวบ้านจึงอัญเชิญไปไว้ในพระวิหาร ภายหลังปูนที่หุ้มองค์พระส่งผลให้ปูนที่พอกกะเทาะออกเป็นเนื้อสีเขียวชาวบ้านจีงได้อัญเชิญไปประดิษฐานภายวิหาร เรื่องรางทราบไปถึงพญาสามฝั่งแกน พระองค์จึงมีรับสั่งให้อัญเชิญพระแก้วบนหลังช้าง เพื่อนำไปประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ ในระหว่างที่ช้างทรงเดินทางไปถึงระหว่างทางแยกระหว่างเชียงใหม่และลำปาง ช้างทรงพระแก้วมรกตได้เดินเตลิดไปทางเมืองลำปาง พญาสามฝั่งแกนจึงทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดารามในเมืองลำปาง (อภิชิต ศิริชัย, 2559 : 159 - 162) ภายหลังใน ปี พ.ศ.2022 สมัยพระเจ้าติโลกราชโปรดให้หมื่นด้ำคตปฎิสังขรเจดีย์หลวงกลางเมืองเชียงใหม่โยขยายขนาดของเจดีย์ให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ในคราวนั้นทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานภายในซุ้มจรนำทางด้านทิศตะวันออกด้วย (สันติ เล็กสุขุม , 2561 : 100) ต่อมาในปี พ.ศ.2432 ในสมัยเจ้าหลวงสุริยะ เจ้าหลวงเชียงรายองค์ที่ 3 มีการลงเสาก่อสร้างพระวิหารวัดพระแก้ว ภายหลังที่เชียงรายตกอยู่ในช่วงการเป็นเมืองร้างในยุคฟื้นม่านถึง 49 ปี (ชรินทร์ แจ่มจิตต์, 2543 : 41) ภายในพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย เดิมเคยประดิษฐานอยู่ที่วัดพระเจ้าล้านทอง ในเขตกำแพงเมืองเชียงราย(ปัจจุบันวัดล้านทองเป็นวัดร้างและถูกรื้อไปแล้วพื้นที่ของวัดในปัจจุบันคือพื้นที่สาวนหนึ่งของสำนักไปรษณีย์และโรงเรียนอนุบาลเชียงราย ภายหลังได้มีการอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ วัดดอยงำเมือง (งามเมือง) จนกระทั่งในปี พ.ศ.2504 พระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงรายในสมัยนั้น ได้อัญเชิญพระเจ้าล้านทองลงมาประดิษฐานเป็นพระประธานของวัด) (โครงการสนับสนุนการเพิ่มวุฒิของการบุคลากรสู่ระดับบัณฑิต ,2543 : 115 - 116) วัดพระแก้ว เป็นวัดที่สำคัญคู่กับเมืองเชียงราย เป็นที่ใช้รับเสด็จเจ้านายหลายครั้ง เช่นในปี พ.ศ.2469 เคยรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลพายัพเพื่อทอดพระเนตรบ้านเมือง และเสด็จเยี่ยมพวกนิกรในมณฑลพายัพ ในระหว่างวันที่ 14-18 มกราคม พ.ศ.2469 ทรงเสด็จพรราชดำเนินมายังเมืองเชียงราย เพื่อทอดพระเนตรความก้าวหน้าในงานทางราชการ พร้อมทั้งยังทรงเสด็จยังสถานที่ที่มีความสำคัญต่างๆในเมืองเชียงรายเสด็จมายังวัดพระแก้ว ด้วย (สำนักงานส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ, 2558:75-82) ต่อมาในปี พ.ศ.2533 ในมหามงคลสมัย สมเด็จพระศรีนครินทรบรมราชชนนี(รัชกาลที่9)ทรงเจริญพระชนมายุ90 พรรษา จังหวัดเชียงรายได้สร้างพระพุทธรูปหยก ขนาดหน้าตักกว้าง 47.9 เซนติเมตร สูง 65.9 เซนติเมตร สมัย สมเด็จพระศรีนครินทรบรมราชชนนี ได้พระราชทานนามของพระพุทธรูปหยกว่า “พระพุทธรตนากร นวุตติวัสสานุสรณ์มงคล” แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้เป็นอากรแห่งรัตนะ เป็นอนุสรณ์ 90 พรรษา และทรงโปรดเกล้าพระราชทานนามสามัญว่า “พระหยกเชียงราย” (ศุภชัย สิทธิเลิศ, สัมภาษณ์)
6. วัดพระธาตุดอยจอมทอง เสาหลักเมือง และ หอเจ้าพ่อเจ้าแม่ดอยจอมทองตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
วัดพระธาตุดอยจอมทอง(หรือวัดพระธาตุดอยตอง ตามสำเนียงคนเชียงราย) ตั้งอยู่ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในวัดพระธาตุ 9 จอมของจังหวัดเชียงราย เป็นวัดที่เก่าแก่ และถือเป็นปูชนียสถานแห่งหนึ่งในเก้าจอมของสถานที่อันเป็นมงคลนามของจังหวัดเชียงราย โดยวัดพระธาตุดอยจอมทองนี้ สันนิษฐานว่าสร้างก่อนที่พญามังรายมหาราชจะเสด็จมาพบพื้นที่บริเวณนี้ และโปรดให้สร้างเมืองเชียงรายในปี 1805 โดยตามประวัติที่มีการกล่าวถึงวัดพระธาตุดอยจอมทองระบุว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยพญาเรือนแก้ว เจ้าผู้ครองเมืองไชยนารายณ์ (บริเวณอำเภอเวียงชัยปัจจุบัน) พ.ศ. 1483 โดยในการสร้างวัดครั้งนั้น ได้มีการสร้างองค์พระเจดีย์ประธานของวัดขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า ที่พระมหาเถระชาวลังกาได้นำมาถวายแค่พญาพังคราชแห่งเมืองโขนกนาดพันธุ์ซึ่งพญาพังคราชได้โปรดให้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น 3ส่วน และนำไปประดิษฐาน ณ พระบรมธาตุเจดีย์ที่สำคัญของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน ได้แก่ พระมหาชินธาตุเจ้าดอยถุง พระธาตุจอมกิตติ และพระธาตุดอยจอมทองแห่งนี้ จนกระทั่ง ในปี พ.ศ. 2530 เมื่อเมืองเชียงรายมีการจัดงานเฉลิมฉลองเมืองเชียงรายครบรอบ 725 ปี พื้นที่กลุ่มดอยสามเส้านี้ ได้รับความสนใจให้มีความสำคัญเชิงภูมิทัศน์แบบจารีตอีกครั้ง โดยมีการจัดสร้างเสาสะดือเมืองขึ้นที่บริเวณดอยจอมทอง โดยจังหวัดเชียงรายทูลเกล้าถวาย เสาหลักเมืองแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระสุหร่ายและทรงเจิม วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2531 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เสาหลักเมืองเชียงราย ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเชียงราย จนถึงปัจจุบัน โดยมีการสร้างเสาสะดือเมือง พร้อมทั้งค้นคว้าหาหลักฐา ประตูเมือง และ กำแพงเมืองเชียงราย โดย ได้นำรูปแบบมาจากเสาใจกลางบ้านของหมาบ้านชาวไทลื้อในล้านนา มีเสากลางและเสา 4 ด้านล้อมรอบ แต่เสาใจกลางบ้านนสร้างขึ้นด้วยไม้ โดยมีนายพิทยา บุนนาค อาจารย์พิเศษ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำรูปแบบ “พนมบาแกง” ของขอมมาปรับปรุงเป็นแบบเพื่อความสวยงาม โดยยึดตามระบบของจักรวาล เสาสะดือเมืองตั้งอยู่บนรูปสมมติของจักรวาล อันเป็นคติมีมาแต่โบราณ หันไปทางทิศตะวันออก ลานรอบนอกหมายถึงแผ่นดิน ล้อมด้วยคูน้ำ เปรียบเหมือนน้ำในขอบจักรวาล รอบในยกขึ้น 6 ชั้น หมายถึงสวรรค์ทั้ง 6 คือ จาตุมหาราชิก ดาวดึงส์ ยามา ดุสิตา นิมานรดี และปรนิมมิตวสวัสดี แล้วยกขึ้นอีก 3 ชั้น หมายถึงรูปภูมิ อรูปภูมิ และนิพพาน เสาสะดือเป็นดั่งเขาพระสุเมรุ ตั้งอยู่บนบาน 3 เหลี่ยม เปรียบเหมือนตรีกูฏบรรพต หรือผา 3 เส้า ล้อมด้วยเสา 108 ต้น อันหมายถึงสิ่งสำคัญในจักรวาล ล้อมด้วยร่องน้ำ 5 ร่อง เป็นดั่งปัญจมหานที ลดหลั่นไหลลงสู่พื้นดิน (นครินทร์ น้ำใจดี ,2566) นอกจากนั้นภายในวัดพระธาตุดอยจอมทองยังเป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าพ่อ เจ้าแม่ดอยทอง ความสำคัญ กลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลที่เขามาอาศัยในเมืองเชียงราย มีความศรัทธาต่อเจ้าพ่อดอยจอมทองและมีบทบาทสำคัญในการบูรณปฏิสังขรณ์ เดิมศาลดังกล่าวประดิษฐานรูปปั้นสำริดซึ่งหล่อเป็นรูปนูนต่ำ ซึ่งเป็นรูปเคารพสำคัญซึ่งใช้ในพิธีการเลี้ยงผีพระเจ้าเจินเมือง ซึ่งเคยเลี้ยงในคุ้มหลวงเมืองเชียงราย ภายหลังเมื่อนำมาประดิษฐานศาลบนวัดเจ้าพ่อดอยจอมทอง รูปเคารพหายไป กลุ่มชาวจีนในกรุงเทพ มีความศรัทธาสร้างรูปเคารพใหม่เป็นรูปแกะสลัก เจ้าพ่อเจ้าแม่ ขึ้นใหม่ ซึ่งชาวในเมืองเชียงรายมีความศรัทธาเคารพนับถือเจ้าพ่อดอยจอมทอง จึงได้ร่วม ในปี พ.ศ.2512 รูปสลักองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่มีสภาพชำรุด เจ้าของโรงสี จั่วเฮงล้ง(โรงสีห้าแยก)จึงได้ขอบูรณะและได้มีการอัญเชิญแห่จากศาลเจ้าบนดอยจอมทองมายังศาลเจ้าในย่านตัวเมืองเชียงราย (นครินทร์ น้ำใจดี ,2566) ปัจจุบันกลุ่มชาวจีนในเมืองเชียงราย มีการสืบทอดประเพณีการแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ดอยจอม โดยชาวจีนจัดพิธีแห่เจ้าพ่อและเจ้าแม่ดอยจอมทอง ในช่วงวันที่ 12 ธันวาคม ซึ่งถือเป็นวันแรกของเทศกาล พิธีจะเริ่มต้นด้วยการอัญเชิญกระถางถูป องค์เจ้าพ่อและเจ้าแม่ดอยจอมทอง เสด็จลงมาผ่านบันไดด้านหน้าศาลเจ้า ซึ่งมีความสูงและชัน ความศรัทธาชาวจีนในเชียงรายมิได้เป็นอุปสรรค์ต่อการเดินลงจากดอยสูงสู่ถนนไกรสรสิทธิ์ ที่อยู่เบื้องล่างศาลเจ้า ต่างพร้อมใจกันเดินลงบันไดดังกล่าว เรียกบันไดดังกล่าวว่า “บันไดเทพเสด็จ” หลังจากนั้นจึงแห่มายังบริเวณปะรำพิธีที่จัดสร้างไว้บริเวณด้านหน้าของศาลเจ้ามูลนิธิสาธารณะกุศลเชียงราย บนถนนบรรพปราการเป็นเวลาห้าวัน ในช่วงกลางคืนจะมีการแสดงเงี้ยว โดยเจ้าภาพงิ้วในแต่ละคืนชาวจีนในเชียงรายซึ่งมาขอพรจากเทพเจ้าและประสบผลสำเร็จ ค้าขายร่ำรวย มักจะมาขอเป็นเจ้าภาพในการแสดงงิ้วกับมูลนิธิสาธารณะกุศลสงเคราะห์เชียงราย เมื่อสิ้นสุดงานเทศกาลงิ้ว จะมีพิธีแห่อัญเชิญเจ้าพ่อ เจ้าแม่ดอยจอมทอง กลับไปประทับที่ศาลเจ้าบนดอยจอมทอง (นครินทร์ น้ำใจดี และคณะ ,2564) ในปัจจุบัน ทั้งสามจุดศักดิ์สิทธิ์ มีจุดสำหรับบริการดอกไม้เอการบูชา โดยเกิดการส่งเสริมจากงานวิจัย จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย ผู้สูงอายุ และนักออกแบบร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์เรื่องบูชาที่ประดิษฐ์จากดอกไม้แห้ง และวัสดุเหลือใช้ เพื่อเป็นการช่วยส่งเสริมให้เกิดการลดใช้ขยะและสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์( ณัฐทิยา วัฒนศิริศาสตร์,2565)
7. วัดมิ่งเมืองตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
วัดมิ่งเมือง หรือเรียกอีกชื่อว่า “วัดช้างมูบ” หรือวัดช้างมอบ วัดมิ่งเมืองตั้งอยู่ถนนไตรรัตน์ ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ด้านข้างติดถนนบรรพปราการ ประวัติวัดมิ่งเมือง มีที่มาสองสำนวน ดังนี้ สำนวนที่1 วัดวัดมิ่งเมือง หรือเรียกอีกชื่อว่า “วัดช้างมูบ”มีที่มาในครั้งที่พญาสามฝั่งแกนอัญเชิญพระแก้วมรกตจากวัดพระแก้วประดิษฐานบนหลังช้างเพื่ออัญเชิญไปยังเมืองเชียงใหม่ ในขณะที่ช้างทรงเดินผ่านหน้าวัดมิ่งเมืองช้างทรงที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตได้หมอบลง ชาวบ้านจึงเรียกชื่อว่านี้ว่าวัดช้างมูบ สืบมา สำนวนที่2 วัดวัดมิ่งเมือง หรือเรียกอีกชื่อว่า “วัดช้างมูบ” เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มชาว ไทใหญ่ จึงเรียกชื่อวัดตามชุมชนที่เป็นโยมอุปฐากของวัด วัดเงี้ยวผู้สร้างวัดมิ่งเมือง ชื่อ ตะแม่ศรี มเหสีของพญามังราย เป็นชาวมอญ เมืองหงสาวดี เล่าสืบต่อกันมาว่า ในครั้งที่มีการบูรณะเจดีย์โบราณของวัด พบจารึกบนแผ่นเงินจารึกเป็นภาษาพม่า ถึงนามผู้สร้างเจดีย์ โบราณในวัด ในอดีตมีการใช้อาคารซึ่งอยู่ติดกับเจดีย์ด้านหลังวิหาร เคยเป็นที่ตั้งของสมาคมสาธารณะกุศลเชียงราย และเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าที่ชาวจีนในเมืองเชียงราย ก่อนที่จะมีการย้ายไปสร้างยังที่แห่งใหม่ ในปี พ.ศ. 2505 (วันชัย โพธิชาญประเสริฐ, สัมภาษณ์) ในปัจจุบันวัดมิ่งเมืองเป็นวัดหนึ่งที่สำคัญในการจัดประเพณีการตักบาตรพระอุปคุต หรือการตักบาตรเป็งปุ๊ด โดยพิธีจะเริ่มในช่วงเช้าของเทศกาล โดยจะมีการทำพิธีอัญเชิญพระอุปคุตที่มีความเชื่อว่า อาศัยอยู่บริเวณใต้สะดือทะเลเพื่อขึ้นมาประกอบพิธี โดยจะทำพีอัญเชิญพระอุปคุตจากบริเวณริมฝั่งแม่น้ำกก กลังจากนั้นจึงอัญเชิญประดิษฐานบนราชรถ ในช่วงราว 23.00 น. พระสงฆ์มาเดินบิณฑบาตรจากบริเวณวัดมิ่งเมืองไปตามถนนบรรพปราการ
8. หอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติ เชียงรายตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
ความนิยมในการสร้างหอนาฬิกาประจำเมืองน่าจะมีอยู่ในช่วงราวปี พ.ศ.2510 เป็นต้นมา จังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีสร้างหอนาฬิกาประจำเมืองขึ้น บริเวณสี่แยกประตูหวาย หรือคนในปัจจุบันเรียกบริเวณดังกล่าวว่า “สี่แยกหอนาฬิกา” การก่อสร้างหอนาฬิกา และการย้ายหอนาฬิกาของเมืองเชียงราย แบ่งเป็นสาม ระยะคือ ครั้งแรกสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2510 การสร้างมีรูปทรงง่ายๆ เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ฐานแคบ มีความสูงประมาณ 4 – 5 เมตร มีการติดนาฬิกาไว้ด้านบนทั้ง 4 ด้าน ต่อมา ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สโมสรโรตารี่ เชียงราย และร้านถ่ายภาพโกดัก จึงมีการทุบหอนาฬิกาเดิม แล้วสร้างหอนาฬิกาขึ้นใหม่ ให้มีรูปทรงสี่เหลี่ยม ส่วนฐานด้านล่างของหอนาฬิการองรับด้วยเสาสี่เสา ด้านบนของหอนาฬิกามีการติดนาฬิกาไว้ทั้งสี่ด้าน ด้านบนมีการประดับตบแต่งด้วยศิลปะไทยประยุกต์ รูปทรงหน้าจั่ว ด้านล่างของเรือนนาฬิกาตบแต่งด้วยตราสัญลักษณ์ของสโมสรโรตารี่ เชียงราย และร้านถ่ายภาพโกดัก เชียงราย ในอดีตบริเวณสี่แยกหอนาฬิกา ยังเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีรถราพลุกพล่าน จึงเป็นจุดนัดหมายที่ผู้คนจะนำวัวควายของชาวบ้านมาพักไว้ในบริเวณดังกล่าว หอนาฬิกาจึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ บอกสถานที่นัดหมาย และบอกเวลาในสถานที่เดียวกัน ภายหลังในปี พ.ศ.2548 เทศบาลนครเชียงรายมีโครงการสร้างหอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี 12 สิงหาคม 2548 โดยการจัดสร้างในครั้งนี้ ได้รับการออกแบบและเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ โดยมีการเพิ่มเทคนิคให้หอหอนาฬิกาเชียงรายมีความโดดเด่น และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ด้วยการจัดให้มีการแสดงแสงสีเสียง ในช่วงเวลา 19.00 น.-ของทุกวัน ส่วนหอนาฬิกาเก่าได้ชะลอไปตั้งไว้บริเวณสามแยกตลาดเทศบาลเชียงราย หอนาฬิกาเก่าจึงมีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ของเมือง เป็นหมุดหมายของกาลเวลาที่ควรแก่การศึกษา อนุรักษ์ และเป็นแหล่งเรียนรู้หนึ่งที่สำคัญของเมืองเชียงราย