ทฤษฎีการเกิดภูเขาไฟบุรีรัมย์


ชื่อท้องถิ่น : ภูเขาไฟของจังหวัดบุรีรัมย์

ธรณีสัณฐานเป็นคำที่ใช้ครั้งแรกโดย Tomkeieff (1940) เพื่ออธิบายโซนหรือชั้นของข้อต่อแนวเสา ที่เรียงตัวไม่เป็นระเบียบหรือการแตกหักแบบแฮ็ก  รอยต่อลูกบาศก์ในส่วนบนของลาวาหินบะซอลต์  รอยต่อแบบเหลี่ยมหรือแนวเสาพบได้ในกระแสลาวาที่มีองค์ประกอบหลากหลายตั้งแต่หินบะซอลต์ไปจนถึงไรโอไลต์ และก่อตัวในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายตั้งแต่ใต้อากาศจนถึงใต้ธารน้ำแข็ง และในแหล่งสะสมไพโรคลาสติกแบบเชื่อมบางส่วนด้วย เขื่อนและธรณีประตูจำนวนมากยังเป็นแนวเสา ลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้ยังพบเห็นได้ในวัสดุหลากหลายชนิด เช่น ตะกอนดินโคลน (Weinberger 1999) ดินเยือกแข็ง (Lachenbruch 1962)  หินบะซอลต์ที่มีแนวเสามักจะแสดงรอยต่อสองส่วน  ที่ประกอบด้วยเสาปกติที่มีด้านใกล้ระนาบ และ ‘เอนทาเบลอร์’ ที่มีเสาบางกว่าและปกติน้อยกว่าซึ่งมีด้านโค้ง  โดยทั่วไปจะมีความหนาใกล้เคียงกันหรือบางกว่า โคโลเนดล่างเล็กน้อย (Long and Wood 1986)

ข้อต่อเสาหินเกิดขึ้นจากการแตกร้าวระหว่างการหดตัวของลาวาที่เกิดจากความเย็นที่ทำให้เกิดการไหลเวียนของความร้อนใต้พิภพ การต่อแบบเสาเกิดขึ้นได้ดีในสถานะของแข็งของหินภูเขาไฟ บะซอลต์บ้านเรามี 2 แบบ บะซอบต์เก่า เป็น ocean floor มักไม่เกิดแท่งเสาหิน แต่บะซอลต์ใหม่ เป็นแท่งเสาหินได้ เพราะเป็น Intraplate บะซอลต์บก

เสาหินบะซอลต์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ มีอายุโดยประมาณราวสามแสนปี ถ้าสังเกตด้วยตาเปล่าจะเห็นลักษณะอย่างชัดเจนคือความเป็นแท่งเสา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Columanr basalt ซึ่งเป็นรอยแตก ที่เรียกว่า Columanr joint แท่งเสาที่เกิดจากการหดตัวของบะซอลต์ที่มีลักษณะชั้นหนา ส่วนมากจะเป็น 6 เหลี่ยม กลุ่มของเนื้อหินที่พบบริเวณแท่งเสาหินบะซอลต์โดยรวมจะเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด เนื้อหินที่แตกจะเห็นความคมค่อนข้างเยอะ ถ้าเอาฆ้อนเคาะค่อนข้างแข็ง กลุ่มเนื้อหินค่อนข้างจะมีแร่กลุ่มอุณหภูมิสูง คือ โอลิวีน ไพรอกซีน  (Olive Pyroxene) มีมากในหินอัคนีชนิดเบสิก เช่น หินแกบโบร หินเพริโดไทต์  หินบะซอลต์ และนอกจากนี้ยังพบกลุ่มแร่ สปิเนล(Spinel) ที่เกิดเป็นผลึกเล็กๆ สีดำ ผิวเป็นวาวแก้ว เนื้อมีรูหรือเว้าด้าน มีรอยแตกเป็นแบบโค้งเว้า ซึ่งอาจเป็น Spinel Pyroxene ก็ได้

โอลิวีน เป็นภาษาโบราณ หมายถึง สีเขียวมะกอก เป็นแร่ประกอบหินซึ่งเรียกว่า เพริดอต(peridot) ใช้เป็นรัตนชาติ

ชื่อและที่มาของชื่อ สปิเนล  ถูกตั้งชื่อในปี ค.ศ.1779 โดย ชอง เดอเมสเต้(Jean Demeste) เป็นคำ   ที่ผันมาจากภาษาละติน คำว่า “สปิเนลลา (spinella)” ที่แปลว่า หนามเล็กๆ โดยมาจากลักษณะผลึกของ สปิเนลที่มีลักษณะคล้ายหนาม เพื่อหู้ที่ได้ยินชื่อเข้าใจถึงความแตกต่างของรูปผลึกของสปิเนล ในบางแหล่งข้อมูลมาจากภาษากรีก คำว่า “สปินเตส (spintes) ที่แปลว่า “ประกายไฟ” 

สปิเนล เป็นอัญมณีที่ควรค่าสำหรับชื่อ “อัญมณีที่มีค่าผิดพลาดมากที่สุดในประวัติศาสตร์” ในกลุ่มของผู้ค้าอัญมณี มีความเชื่อว่า  สปิเนลเป็นหินแห่งความหวัง การฟื้นฟู และความเข้าใจในสุขของการมีชีวิตอยู่ ช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ และช่วยให้ก้าวผ่านความกลัวและความรู้สึกไม่ปลอดภัย

 

-------------------------------------------------------------------
ที่มาข้อมูล  : อาจารย์สันติ ภัยหลบลี้  อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปทุมวัน  https://www.mitrearth.org


ธรณีกาล (geological time scale) คือ การแบ่งย่อยเหตุการณ์หรืออายุทางธรณีวิทยาตามช่วงเวลาต่างๆ โดยนักธรณีวิทยาได้จำแนกและจัดหมวดหมู่กาลเวลาตลอดอายุขัยของโลกออกเป็นช่วงๆ ตามหน่วยเวลาย่อยๆ ดังนี้

1) บรมยุค (Eon)

บรมยุค (eon) เป็นหน่วยเวลาที่ใหญ่ที่สุดในทางธรณีกาล โดยตลอดช่วงอายุ 4,600 ล้านปี ของโลก ประกอบด้วย 4 บรมยุค ได้แก่

1) บรมยุคฮาเดียน (Hadean Eon) ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ 4,600-3,800 ล้านปี โดยในช่วงแรกโลกมีอุณหภูมิสูงมาก ต่อมาผิวนอกเริ่มเย็นตัว ภูเขาไฟปะทุจำนวนมาก บรรยากาศปกคลุมด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไอน้ำ ที่ปล่อยออกมาจากการปะทุของภูเขาไฟ

2) บรมยุคอาร์เคียน (Archean Eon) ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ 3,800-2,500 ล้านปี แผ่นเปลือกโลกเกิด การหลอมละลายบางส่วน (partial melting) และ การแยกลำดับส่วน (fractionation) ทำให้แร่เหล็กและแร่นิกเกิล ซึ่งมีความหนาแน่นสูงจมตัวลงไปที่แก่นโลก เกิดแมกมาที่มีสัดส่วนของแร่ซิลิกาเพิ่มมากขึ้น อย่างต่อเนื่องบนพื้นผิวโลก

3) บรมยุคโพรเทอโรโซอิก (Proterozoic Eon) ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ 2,500-545 ล้านปี โลกเย็นตัวลง และเกิด ยุคน้ำแข็ง (ice age) หลายครั้งในทุกๆ หลายร้อยล้านปี แผ่นเปลือกโลกมีการผุพัง เกิดตะกอนและมีการพัดพาตะกอนจากพื้นทวีปลงสู่มหาสมุทร สิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรแพร่พันธุ์เพิ่มขึ้นและมีวิวัฒนาการขึ้นมาบนบก เกิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า สโตรมาโตไลต์ (stromatolite) ตามแนวชายฝั่ง ในช่วง 1,600 ล้านปี    เกิด สิ่งมีชีวิตแบบไม่มีเยื้อหุ้มนิวเคลียส (prokaryote) และช่วง 800 ล้านปี เกิดสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์

ถึงแม้ว่านักธรณีวิทยาจะแบ่งช่วงเวลาในอดีตของโลกออกเป็น 4 บรมยุค ได้แก่ 1) บรมยุคฮาเดียน (Hadean Eon) 2) บรมยุคอาร์เคียน (Archean Eon) 3) บรมยุคโพรเทอโรโซอิก (Proterozoic Eon) และ 4) บรมยุคฟาเนอโรโซอิก (Phanerozoic Eon) แต่เนื่องจากใน 3 บรมยุคแรกนั้น พบเฉพาะสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำขนาดเล็ก และไม่มีหลักฐานฟอสซิลปรากฏมากนัก บางครั้งนักธรณีวิทยาจึงเรียกเหมารวมทั้ง 3 บรมยุคนี้ว่า บรมยุคพรีแคมเบียน (Precambrian)

4) บรมยุคฟาเนอโรโซอิก (Phanerozoic Eon) เป็นบรมยุคล่าสุด เริ่มเมื่อประมาณ 545 ล้านปี ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สืบเนื่องจากนักธรณีวิทยาค้นพบหลักฐานทางธรณีวิทยาจำนวนมาก จึงสามารถแบ่งย่อยช่วงเวลาของบรมยุคฟาเนอโรโซอิกออกเป็น 3 มหายุค (era) ได้แก่ 1) มหายุคพาลีโอโซอิก (Paleozoic era) ครอบคลุมช่วงเวลา 545-245 ล้านปี 2) มหายุคเมโสโซอิก (Mesozoic era) ครอบคลุมช่วงเวลา 245-65 ล้านปี และ 3) มหายุคซีโนโซอิก (Cenozoic era) ครอบคลุมช่วงเวลา 65 ล้านปี ถึงปัจจุบัน

 


สถานที่ : ภูเขาไฟของจังหวัดบุรีรัมย์

จังหวัด : บุรีรัมย์ อำเภอ : เมืองบุรีรัมย์ ตำบล : ในเมือง